การแฮ็ก Bybit มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นเหตุการณ์โจรกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต โดยกลุ่มแฮ็กเกอร์ได้ฟอกเงินไปแล้วกว่า 605 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 54% ของเงินที่ถูกขโมยทั้งหมด ตามข้อมูลจาก Lookonchain

แฮ็กเกอร์ Bybit ฟอกเงินผ่าน THORChain กว่า 605 ล้านดอลลาร์

แพลตฟอร์มวิเคราะห์บล็อกเชน Lookonchain รายงานว่า

“จนถึงตอนนี้ แฮ็กเกอร์ Bybit ได้ฟอกเงินไปแล้ว 270,000 ETH (มูลค่า 605 ล้านดอลลาร์) และยังถือครอง 229,395 ETH (มูลค่า 514 ล้านดอลลาร์) อยู่”

กลุ่มแฮ็กเกอร์ใช้ THORChain ซึ่งเป็นโปรโตคอลแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ข้ามเครือข่าย (Cross-chain Asset Swap) เพื่อโอนเงินที่ถูกขโมยไปยังเครือข่ายอื่น ทำให้ตรวจสอบเส้นทางเงินได้ยากขึ้น

หลังจากเกิดการแฮ็กครั้งนี้ ปริมาณการแลกเปลี่ยนบน THORChain พุ่งทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์ สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าแพลตฟอร์มนี้กลายเป็นช่องทางสำหรับการฟอกเงินของกลุ่มอาชญากร

FBI ยืนยัน “กลุ่ม Lazarus ของเกาหลีเหนือ” อยู่เบื้องหลังการแฮ็ก Bybit

หลายบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน เช่น Arkham Intelligence ระบุว่า Lazarus Group ซึ่งเป็นกลุ่มแฮ็กเกอร์จากเกาหลีเหนือ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการแฮ็กครั้งนี้

FBI ได้เรียกร้องให้ผู้ตรวจสอบธุรกรรมบล็อกเชนและแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตตัดเส้นทางเงินของ Lazarus Group พร้อมยืนยันว่าเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังการแฮ็ก Bybit อย่างแน่นอน

ความขัดแย้งภายใน THORChain นำไปสู่การลาออกของนักพัฒนา

หลังจากเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทของ THORChain ในการช่วยให้เงินที่ถูกแฮ็กสามารถเคลื่อนย้ายได้ นักพัฒนาระดับสูงของโปรโตคอลภายใต้ชื่อ “Pluto” ประกาศลาออกทันที

“มีผลทันที ผมจะไม่ทำงานให้กับ THORChain อีกต่อไป” — Pluto กล่าวในโพสต์เมื่อวันที่ 27 ก.พ.

การลาออกของ Pluto เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มตรวจสอบธุรกรรม (Validator) ของ THORChain ชื่อ TCB ได้พยายามลงมติปิดการซื้อขาย ETH บนแพลตฟอร์ม เพื่อสกัดเส้นทางการฟอกเงินของ Lazarus Group แต่การลงมติดังกล่าวถูกยกเลิก

TCB ขู่ว่าจะลาออกหากไม่มีมาตรการป้องกันการฟอกเงินของเกาหลีเหนือออกมาโดยเร็ว

THORChain ปฏิเสธความรับผิดชอบ ชี้ “ไม่มีบล็อกเชนไหนเซ็นเซอร์ได้”

John-Paul Thorbjornsen ผู้ก่อตั้ง THORChain ให้สัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่า

“ที่อยู่กระเป๋าเงินที่ถูกคว่ำบาตรโดย FBI และกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่เคยทำธุรกรรมผ่านโปรโตคอลของเรา

เขายังเสริมว่าแฮ็กเกอร์เคลื่อนย้ายเงินเร็วเกินกว่าที่ระบบตรวจสอบจะตามทัน และไม่สามารถคาดหวังให้บล็อกเชนต่างๆ รวมถึง THORChain ควบคุมหรือเซ็นเซอร์ธุรกรรมได้

Reference : Cointelegraph