Reeve Collins หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Tether กำลังเปิดตัว stablecoin แบบกระจายศูนย์ (decentralized) ตัวใหม่ ซึ่งจะเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ USDt เหรียญดอลลาร์ดิจิทัลที่เขาเคยมีส่วนช่วยสร้างขึ้นมา การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการเพิ่มระดับการแข่งขันในตลาด stablecoin ซึ่งกำลังดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ

จากรายงานของ Bloomberg เมื่อวันที่ 18 ก.พ. Collins จะนั่งตำแหน่งประธานของ Pi Protocol โปรเจกต์ decentralized ที่วางแผนเปิดตัวบนบล็อกเชน Ethereum และ Solana ภายในปีนี้

Pi Protocol จะใช้สมาร์ตคอนแทร็กต์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้าง USP stablecoin ได้ โดยต้องใช้ USI token ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน (yield-bearing) มาเป็นหลักประกัน ทั้งนี้ stablecoin ตัวใหม่นี้จะได้รับการหนุนหลังจากพันธบัตรและสินทรัพย์ในโลกจริง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสกุลเงินที่ใช้เป็นหลักประกันว่าเป็นดอลลาร์สหรัฐหรือสกุลเงินอื่น ๆ

Collins และทีมของเขาเป็นผู้พัฒนา Tether (USDt) ขึ้นมาในปี 2014 ก่อนจะขายให้กับผู้บริหารของ Bitfinex ในปีถัดมา ปัจจุบัน USDt มีมูลค่าตลาดเติบโตจากไม่ถึง 1 พันล้านดอลลาร์สู่ 142 พันล้านดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ Collins เคยให้สัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่า stablecoin ที่ให้ผลตอบแทน จะสามารถดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น เนื่องจากพวกเขาจะได้รับดอกเบี้ยจากเหรียญที่ตรึงกับมูลค่าของเงินเฟียต

การแข่งขันในตลาด Stablecoin ดุเดือดขึ้น

การเปิดตัวของ Pi Protocol เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาด stablecoin กำลังร้อนแรง โดยมีคู่แข่งหลักอย่าง Tether (USDt) และ USD Coin (USDC) ของ Circle

ข้อมูลจาก DefiLlama ระบุว่ามี stablecoin หมุนเวียนในตลาดมากกว่า 225 พันล้านดอลลาร์ โดยในช่วงต้นปี 2024 อัตราการเติบโตของ USDC แซงหน้า USDt ไปชั่วคราว ขณะที่ USDe ของ Ethena ก็สามารถแซง DAI ขึ้นมาเป็น stablecoin อันดับสามของตลาดได้

Stablecoin ถือเป็นกลไกสำคัญในตลาดคริปโต เนื่องจากช่วยเสริมสภาพคล่องและอำนวยความสะดวกในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ stablecoin ยังเริ่มได้รับความนิยมในการใช้โอนเงินข้ามพรมแดน เพราะมีค่าธรรมเนียมต่ำและรวดเร็วกว่าระบบธนาคารแบบดั้งเดิม

รายงานล่าสุดจาก ARK Invest ระบุว่าในปี 2024 มูลค่าธุรกรรมที่ใช้ stablecoin ทะลุ 15.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าปริมาณธุรกรรมของ Visa และ Mastercard

การแข่งขันในตลาด stablecoin กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และ Pi Protocol อาจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเขย่าตลาดในปีนี้

Reference : Cointelegraph