รายงานล่าสุดเผยว่าอุตสาหกรรมขุด Bitcoin ในสหรัฐฯ สร้างงานแล้วกว่า 31,000 ตำแหน่ง ทั้งทางตรงจากการดำเนินกิจการขุดเอง และทางอ้อมจากธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมนี้ยังถือเป็นภาคธุรกิจเกิดใหม่
เท็กซัสเป็นศูนย์กลางการขุดที่ใหญ่ที่สุด
รายงานฉบับนี้จัดทำโดย Perryman Group และได้รับการเผยแพร่โดยองค์กรสนับสนุนบล็อกเชน Texas Blockchain Council และ The Digital Chamber ระบุว่า 12 รัฐของสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญในกิจกรรมการขุด Bitcoin โดยเฉพาะ เท็กซัส ซึ่งเป็นรัฐที่มีการจ้างงานสูงสุดในภาคนี้ โดยสร้างงานกว่า 12,200 ตำแหน่ง ทั้งจากเหมืองขุดโดยตรงและธุรกิจที่สนับสนุน
นอกจากนี้ รายงานยังเผยว่ากิจกรรมขุด Bitcoin สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี และช่วยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยการทำหน้าที่เป็นตัวปรับสมดุลโหลดไฟฟ้าให้กับโครงข่ายพลังงานของรัฐ
การขุด Bitcoin กลายเป็นประเด็นสำคัญระดับประเทศ
อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 ว่าสหรัฐฯ ควรเป็น “เมืองหลวงของคริปโตระดับโลก” และต้องครองความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม AI ซึ่งทั้งสองภาคส่วนนี้ต้องการพลังงานจำนวนมากและโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง
ทรัมป์ย้ำว่าการสร้างอุตสาหกรรมขุด Bitcoin และ AI เป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ พร้อมระบุว่า “เราจะสร้างโรงไฟฟ้าที่ไซต์ขุดโดยตรง และเราจะปลดปล่อยข้อกำหนดที่ไม่จำเป็นบางอย่าง เพื่อให้สามารถใช้พลังงานฟอสซิลผลิตไฟฟ้าได้ นอกจากนี้เราจะใช้พลังงานนิวเคลียร์ด้วย”
เขายังกล่าวอีกว่า หากสหรัฐฯ ต้องการเป็นผู้นำด้านการขุด Bitcoin และ AI จำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็น 2 เท่าของปัจจุบัน ทำให้ภาคเทคโนโลยีและธุรกิจขุด Bitcoin ต้องเร่งสำรวจแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานนิวเคลียร์
พลังงานนิวเคลียร์ อาจเป็นอนาคตของการขุด Bitcoin และ AI
ในเดือนตุลาคม 2024 Google ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Kairos Power บริษัทวิศวกรรมพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor – SMR) สำหรับศูนย์ข้อมูล AI ของตน และมีเป้าหมายเปิดใช้งานภายในปี 2030
เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กเหล่านี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถสร้างขึ้น ภายในไซต์งานโดยตรง และมีขนาดเล็กพอที่จะขนส่งด้วยรถบรรทุก 18 ล้อ ซึ่งอาจช่วยแก้ปัญหาความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมขุด Bitcoin และ AI ได้ในอนาคต
Reference : Cointelegraph