ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลงทุนในบิทคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย นักลงทุนจำนวนมากสร้างกำไรได้อย่างงดงาม แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักมองข้ามคือ ภาระทางภาษี ที่ตามมา กำไรจากการซื้อขายบิทคอยน์ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายไทย หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม บทความนี้จะอธิบายทุกสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับภาษีกำไรจากบิทคอยน์ในประเทศไทย ตั้งแต่กฎหมายที่เกี่ยวข้อง วิธีคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กรมสรรพากรได้จัดให้สินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงบิทคอยน์ อยู่ภายใต้ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 และ ประมวลรัษฎากร โดยในปี พ.ศ. 2561 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อกำหนดให้เงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีอย่างชัดเจน เงินได้จากบิทคอยน์ถูกจัดอยู่ใน มาตรา 40(4)(ซ)(ฌ) ของประมวลรัษฎากร ซึ่งครอบคลุมทั้งกำไรจากการขายและผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากสินทรัพย์ดิจิทัล

เงินได้ประเภทใดบ้างที่ต้องเสียภาษี

เงินได้จากบิทคอยน์ที่ต้องเสียภาษีสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก

  1. กำไรจากการขายหรือแลกเปลี่ยน (Capital Gain)

เมื่อคุณขายบิทคอยน์ในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมา ส่วนต่างที่ได้ถือเป็นกำไรที่ต้องเสียภาษี ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อบิทคอยน์มาในราคา 500,000 บาท แล้วขายได้ในราคา 800,000 บาท กำไร 300,000 บาทจะถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษี นอกจากนี้ การนำบิทคอยน์ไปแลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลสกุลอื่น เช่น แลกเป็น Ethereum ก็ถือเป็นเหตุการณ์ทางภาษีเช่นกัน

  1. ผลประโยชน์หรือรายได้อื่น

รายได้จากการขุดบิทคอยน์ (Mining) การรับ Airdrop การได้รับบิทคอยน์เป็นค่าตอบแทนจากการทำงาน หรือดอกผลจากการ Staking ล้วนถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี โดยคำนวณจากมูลค่าของบิทคอยน์ ณ วันที่ได้รับ

อัตราภาษีที่ต้องเสีย
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

กำไรจากบิทคอยน์จะถูกนำไปรวมกับเงินได้อื่น ๆ ของคุณในปีภาษีนั้น แล้วคำนวณภาษีตาม อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได ดังนี้

เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี
0 – 150,000 ยกเว้น
150,001 – 300,000 5%
300,001 – 500,000 10%
500,001 – 750,000 15%
750,001 – 1,000,000 20%
1,000,001 – 2,000,000 25%
2,000,001 – 5,000,000 30%
5,000,001 ขึ้นไป 35%

 

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

สำหรับกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัล มีการกำหนดให้ผู้จ่ายเงินหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กระดานเทรดในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องคำนวณและยื่นภาษีเองตอนสิ้นปี

วิธีคำนวณกำไรและภาษี

การคำนวณกำไรจากบิทคอยน์ใช้สูตรพื้นฐานคือ

> กำไร = ราคาขาย – ต้นทุนการซื้อ – ค่าธรรมเนียม

สำหรับผู้ที่ซื้อขายหลายครั้ง การหาต้นทุนอาจซับซ้อน กรมสรรพากรอนุญาตให้ใช้วิธีคำนวณต้นทุนได้ดังนี้

  1. วิธี FIFO (First In, First Out) ถือว่าบิทคอยน์ที่ซื้อก่อนจะถูกขายออกก่อน เป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด
  2. วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost) คำนวณต้นทุนเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการซื้อเพิ่ม

ข้อสำคัญ: เมื่อเลือกวิธีใดแล้ว ต้องใช้วิธีนั้นตลอดทั้งปีภาษี ไม่สามารถสลับไปมาระหว่างสองวิธีได้

ตัวอย่างการคำนวณ

สมมติว่าในปีภาษี คุณมีธุรกรรมดังนี้

  • ซื้อบิทคอยน์ 1 BTC ราคา 500,000 บาท
  • ซื้อเพิ่มอีก 1 BTC ราคา 700,000 บาท
  • ขาย 1 BTC ราคา 900,000 บาท

หากใช้วิธี FIFO ต้นทุนของบิทคอยน์ที่ขายคือ 500,000 บาท (ซื้อก่อนขายก่อน) กำไร = 900,000 – 500,000 = 400,000 บาท ซึ่งต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ขั้นตอนการยื่นภาษี

  1. รวบรวมข้อมูลธุรกรรม

เริ่มจากดาวน์โหลดประวัติการซื้อขายทั้งหมดจากกระดานเทรดที่คุณใช้ เช่น Bitkub, Satang Pro หรือ Zipmex แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มีฟีเจอร์ส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์ CSV หรือ Excel ให้ตรวจสอบว่าข้อมูลครบถ้วนทุกรายการ รวมถึงค่าธรรมเนียมที่ถูกหัก

  1. คำนวณกำไรขาดทุน

นำข้อมูลธุรกรรมมาคำนวณกำไรขาดทุนตามวิธีที่เลือก (FIFO หรือ Moving Average) สรุปยอดกำไรสุทธิทั้งปี ปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยคำนวณภาษีคริปโตหลายตัว ที่สามารถนำเข้าข้อมูลจากกระดานเทรดและคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ

  1. ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90

กำไรจากบิทคอยน์ต้องยื่นผ่าน แบบ ภ.ง.ด. 90 (สำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภท) โดยกรอกในส่วนของเงินได้ตามมาตรา 40(4) สามารถยื่นได้สองช่องทาง

– ยื่นออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร [rd.go.th](https://rd.go.th) ซึ่งสะดวกและรวดเร็ว ได้ขยายเวลายื่นถึงเดือนเมษายน

– ยื่นที่สำนักงานสรรพากร ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดจากปีภาษี

  1. ชำระภาษี

หลังจากคำนวณภาษีที่ต้องชำระแล้ว สามารถจ่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ โอนผ่านธนาคาร ชำระผ่าน e-Payment บัตรเครดิต หรือชำระที่เคาน์เตอร์สำนักงานสรรพากร หากภาษีที่ต้องชำระมีจำนวนมาก สามารถขอ ผ่อนชำระได้สูงสุด 3 งวด โดยไม่เสียเงินเพิ่ม

กรณีขาดทุนจากบิทคอยน์

ประเด็นที่นักลงทุนหลายคนสงสัยคือ หากขาดทุนจากการขายบิทคอยน์จะสามารถนำมาหักกลบกับกำไรได้หรือไม่ ตามแนวทางของกรมสรรพากรในปัจจุบัน สามารถนำผลขาดทุนมาหักกลบกับกำไรภายในปีภาษีเดียวกันได้ แต่ต้องเป็นกำไรขาดทุนจากสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทเดียวกัน และไม่สามารถยกผลขาดทุนข้ามปีภาษีได้

เอกสารที่ควรเก็บไว้

เพื่อความปลอดภัยในกรณีที่กรมสรรพากรขอตรวจสอบ คุณควรเก็บเอกสารต่อไปนี้

  • ประวัติการซื้อขายจากกระดานเทรดทุกแพลตฟอร์ม
  • สลิปการโอนเงินเข้าและออกจากกระดานเทรด
  • หลักฐานการชำระค่าธรรมเนียม
  • สรุปการคำนวณกำไรขาดทุนประจำปี
  • สำเนาแบบยื่นภาษี ภ.ง.ด. 90 และใบเสร็จการชำระภาษี

แนะนำให้เก็บเอกสารเหล่านี้ไว้อย่างน้อย 5 ปี นับจากวันยื่นแบบภาษี เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบย้อนหลังได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว

การเสียภาษีจากกำไรบิทคอยน์ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น หน้าที่ตามกฎหมาย ของนักลงทุนทุกคน สิ่งสำคัญคือต้องเก็บข้อมูลธุรกรรมอย่างเป็นระบบตลอดทั้งปี เลือกวิธีคำนวณต้นทุนที่เหมาะสม และยื่นภาษีให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด หากรู้สึกว่าการคำนวณภาษีมีความซับซ้อน การปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่มีความเชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัลจะช่วยให้คุณวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องและประหยัดที่สุด