หากคุณเป็นหนึ่งในนักลงทุน Bitcoin ที่ยึดมั่นในกลยุทธ์ถือยาว (HODL) ใช่หรือไม่? แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง บางครั้งเราก็มีความจำเป็นต้องใช้ “เงินสด” เร่งด่วน ไม่ว่าจะเพื่อหมุนเวียนในธุรกิจ ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือโอกาสการลงทุนอื่นๆ ที่เข้ามา

ทางเลือกเดิมๆ คือการ “ขาย” บิทคอยน์ที่คุณสะสมมา แต่การขายในจังหวะที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้คุณพลาดโอกาสทำกำไรมหาศาลในอนาคต มิหนำซ้ำ ยังสร้างภาระทางภาษีจากกำไรส่วนเกินทุน (Capital Gains Tax) ที่ตามมาอีกด้วย จะดีกว่าไหม? ถ้าคุณสามารถมีเงินสดมาใช้ได้ทันที โดยที่บิทคอยน์ยังคงเป็นของคุณ และไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับกลยุทธ์ทางการเงินที่นักลงทุนมืออาชีพใช้กัน คือ การกู้เงินโดยมีคริปโตเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Crypto-backed Loans) วิธีการที่จะช่วยปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลของคุณให้กลายเป็นสภาพคล่อง โดยไม่ต้องขายเหรียญทิ้ง

Crypto-backed Loan คืออะไร? ทำงานอย่างไร?

อธิบายง่ายๆ Crypto-backed Loan ทำงานคล้ายกับการนำทองคำไปจำนำที่โรงรับจำนำ หรือการนำโฉนดที่ดินไปค้ำประกันเงินกู้กับธนาคาร แต่ในกรณีนี้ “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” (Collateral) คือ Bitcoin (BTC) หรือคริปโทเคอร์เรนซีสกุลหลักอื่นๆ ของคุณ

กระบวนการทำงานโดยทั่วไปมี 4 ขั้นตอนง่ายๆ

  1. ฝากเหรียญ คุณโอน Bitcoin ที่ต้องการใช้ค้ำประกันเข้าไปเก็บไว้ในกระเป๋าเงินที่ปลอดภัย (Secure Wallet/Smart Contract) ของผู้ให้บริการกู้ยืม
  2. รับวงเงิน แพลตฟอร์มจะประเมินมูลค่าเหรียญของคุณ และอนุมัติวงเงินกู้เป็นเงินสด (เช่น USD, EUR) หรือ Stablecoin (เช่น USDT, USDC) ตามอัตราส่วน Loan-to-Value (LTV) ที่กำหนด
  3. ใช้เงินสด คุณได้รับเงินกู้โอนเข้าบัญชีธนาคารหรือกระเป๋าเงินของคุณ และสามารถนำไปใช้จ่ายได้ตามต้องการทันที
  4. คืนเงินกู้และรับเหรียญคืน เมื่อคุณพร้อม คุณกู้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนให้กับแพลตฟอร์ม และคุณจะได้รับ Bitcoin ของคุณคืนครบตามจำนวนที่ฝากไว้

ทำไมถึงปลอดภัยกว่าการขาย?

จุดสำคัญคือ ตลอดระยะเวลาการกู้ยืม คุณยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใน Bitcoin นั้น 100% เพียงแต่เหรียญจะถูกล็อกไว้ชั่วคราวเพื่อเป็นประกัน หากราคา Bitcoin พุ่งสูงขึ้นในช่วงที่คุณกู้เงิน เมื่อคุณชำระหนี้คืน คุณก็ยังได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นนั้นเต็มๆ

จุดเด่นของการกู้เงินด้วย BTC 

นอกจากการได้เงินสดมาหมุนเวียนแล้ว วิธีนี้ยังมีข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุน

ข้อได้เปรียบทางภาษี 

หัวใจสำคัญ ในมุมมองทางกฎหมายและภาษีของหลายประเทศ (รวมถึงแนวโน้มในไทย) “การกู้ยืมเงินไม่ใช่เหตุการณ์ที่ต้องเสียภาษี (Non-taxable event)” เพราะคุณไม่ได้ขายหรือจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ออกไป คุณเพียงแค่นำมันไปวางค้ำประกันเท่านั้น

  • ถ้าคุณขาย BTC คุณต้องนำกำไร (ราคาขาย – ต้นทุน) มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
  • ถ้าคุณกู้เงิน เงินสดที่คุณได้รับคือ “หนี้สิน” ไม่ใช่ “รายได้” จึงไม่มีภาระภาษีเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้

หมายเหตุ กฎหมายภาษีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากรของคุณเพื่อความถูกต้องที่สุด

รักษาสถานะการลงทุน 

การขายเหรียญคือการปิดโอกาสทำกำไรในอนาคต หากคุณเชื่อมั่นว่า Bitcoin จะมีมูลค่าสูงขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า การกู้เงินช่วยให้คุณรักษาสถานะการถือครอง (HODL) ไว้ได้ คุณจะไม่ต้องมานั่งเสียดายภายหลังว่า “รู้งี้ไม่น่าขายเลย”

สภาพคล่องทันที

การกู้เงินผ่านแพลตฟอร์มคริปโตมักรวดเร็วกว่าธนาคารมาก ส่วนใหญ่ไม่ต้องมีการตรวจสอบเครดิตบูโร (Credit Check) ที่ยุ่งยาก เพราะมี Bitcoin เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีสภาพคล่องสูงอยู่แล้ว เงินกู้มักได้รับอนุมัติภายในไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง

ความเสี่ยงที่ต้องรู้และวิธีบริหารจัดการ

เช่นเดียวกับเครื่องมือทางการเงินทุกประเภท Crypto-backed Loans ก็มีความเสี่ยงที่คุณต้องเข้าใจและบริหารจัดการ

ความเสี่ยงจากการถูกบังคับขาย 

ความเสี่ยงหลัก เนื่องจากราคา Bitcoin มีความผันผวนสูง แพลตฟอร์มจะกำหนดอัตราส่วน Loan-to-Value (LTV) เช่น 50% (แปลว่าถ้าคุณฝาก BTC มูลค่า 1 ล้านบาท คุณจะกู้ได้สูงสุด 5 แสนบาท)

หากราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างรุนแรงจนมูลค่าหลักประกันลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (Margin Call) คุณจะต้องรีบเติมหลักประกันเพิ่ม หรือชำระหนี้บางส่วนคืน หากทำไม่ทัน แพลตฟอร์มมีสิทธิ์ “บังคับขาย (Liquidation)” Bitcoin ของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อชำระหนี้โดยอัตโนมัติ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในราคาที่ไม่ดีนัก

  • วิธีบริหารจัดการ อย่ากู้วงเงินเต็ม Max LTV ให้กู้ในสัดส่วนที่ปลอดภัย (เช่น 20-30% LTV) เพื่อเผื่อพื้นที่ให้ราคาร่วงได้ และต้องคอยติดตามราคาตลาดอย่างใกล้ชิด

ความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม

คุณจำเป็นต้องฝากเหรียญไว้กับผู้ให้บริการ ความเสี่ยงคือแพลตฟอร์มนั้นอาจถูกแฮ็ก, ล้มละลาย, หรือบริหารงานผิดพลาด (ดังที่เคยเห็นในกรณีของ Celsius หรือ BlockFi ในอดีต) การเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือจึงสำคัญที่สุด

เลือกแพลตฟอร์มกู้ยืมอย่างไรให้ปลอดภัย 

คุณสามารถเลือกใช้บริการได้ 2 รูปแบบหลักๆ

  1. CeFi (Centralized Finance) แพลตฟอร์มที่มีบริษัทเป็นตัวกลางดูแล อย่าง Miningpro
    • ข้อดี ใช้งานง่าย มีฝ่ายบริการลูกค้า มีความน่าเชื่อถือของแบรนด์องค์กร
    • ข้อเสีย ต้องมีการยืนยันตัวตน (KYC), คุณไม่ได้ถือครอง Private Key ของเหรียญที่ฝาก (Custodial)
  2. DeFi (Decentralized Finance) โปรโตคอลบนบล็อกเชนที่ทำงานด้วย Smart Contract เช่น Aave, Compound
    • ข้อดี โปร่งใส ตรวจสอบโค้ดได้, ไม่ต้อง KYC, คุณเป็นผู้ควบคุมสินทรัพย์ผ่าน Smart Contract (Non-custodial)
    • ข้อเสีย ใช้งานยากกว่าสำหรับมือใหม่, มีความเสี่ยงจากช่องโหว่ของ Smart Contract, ดอกเบี้ยผันผวนตามตลาด

Checklist การเลือก ให้พิจารณาจาก ชื่อเสียงของแพลตฟอร์ม, ประวัติความปลอดภัย, อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (APR), เงื่อนไข LTV, และมาตรการการดูแลสินทรัพย์ของลูกค้า (เช่น มีประกันภัย หรือ Proof of Reserves หรือไม่)

การค้ำประกัน BTC เพื่อกู้เงินสด เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลังซึ่งช่วยให้คุณปลดล็อกสภาพคล่องได้โดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ และที่สำคัญคือช่วยบริหารจัดการภาระภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม “การกู้ยืมมีความเสี่ยง” ผู้ลงทุนควรประเมินความสามารถในการชำระหนี้และเข้าใจความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาอย่างถ่องแท้ ใช้เครื่องมือนี้อย่างมีสติ เพื่อให้ Bitcoin ของคุณทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด

MiningPro เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการขุดบิทคอยน์ แต่เราคือพาร์ทเนอร์ที่จะช่วยคุณสร้างและบริหารความมั่งคั่งในสินทรัพย์ดิจิทัล

  • สร้างฐานสินทรัพย์ บริการขุดบิทคอยน์ระดับมืออาชีพของเรา ช่วยให้คุณมีกระแสรายได้ BTC ไหลเข้าพอร์ตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะสมเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในอนาคต

  • ที่ปรึกษาที่เข้าใจ ทีมงานของเราพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการสินทรัพย์บิทคอยน์ เพื่อให้คุณสามารถนำเหรียญที่ขุดได้ไปต่อยอดสร้างประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการถือยาว หรือการนำไปใช้ใน DeFi และ CeFi อย่างปลอดภัย

อย่าปล่อยให้ Bitcoin ของคุณนอนนิ่งโดยเปล่าประโยชน์ ศึกษาให้เข้าใจ วางแผนให้รอบคอบ และเลือกพาร์ทเนอร์ที่เชื่อถือได้อย่าง MiningPro เพื่อดูแลการเติบโตของพอร์ตลงทุนของคุณในระยะยาวนะครับ